Sin categoría

สลดอีกครั้ง สวนสัตว์จำใจยิงกอริลลาดับ หลังเด็กชายพลัดตกลงไปในกรง

เอพีรายงานวันที่ 29 พ.ค. ว่า สวนสัตว์ซินซินเนติ ในรัฐโอไฮโอ ปิดทำการชั่วคราว หลังเกิดเหตุสลดใจที่เจ้าหน้าที่ต้องยิงสังหารกอริลลาเพศผู้อายุ 17 ปี หนัก 180 ก.ก. ขณะตรงเข้าอุ้มตัวเด็กชายตัวน้อย อายุ 4 ขวบที่ลื่นตกลงไปในคูน้ำที่อยู่ในเขตของมัน
เหตุการณ์นี้เกิดจากเด็กชายไปปีนรั้วจัดแสดงกอริลลา เวิลด์ของสวนสัตว์  แล้วลื่นตกลงไปด้วยความสูงราว 3-4 เมตร ลงในคูน้ำของคอกกอริลลา  จากนั้นเจ้ากอริลลาชื่อ ฮารัมเบ เข้ามาอุ้มเด็กขึ้นมาจากคูและดึงลากเด็กอยู่ราว 10 นาที เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ประเมินว่าอาจเป็นอันตราย จึงยิงมันตาย จากนั้นพาเด็กไปส่งโรงพยาบาล คาดว่าจะไม่เป็นอะไรมาก

 

นายเธน เมย์นาร์ด ผู้อำนวยการสวนสัตว์ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตัดสินใจถูกต้องแล้ว เพราะต้องการช่วยชีวิตเด็ก และหากไม่ทำอะไร สถานการณ์อาจแย่กว่านี้ อย่างไรก็ตาม เสียใจกับเจ้ากอริลลาตัวนี้มาก มันเพิ่งเข้ามาอยู่ในสวนสัตว์เมื่อปีที่แล้ว โดยย้ายมาจากสวนสัตว์ในรัฐเท็กซัส

 






“เราต่างเสียใจมากกับอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ทำให้กอริลลาตัวนี้ต้องตาย เป็นความสูญเสียของครอบครัวสวนสัตว์และประชากรกอริลลาทั่วโลก” ผู้อำนวยการสวนสัตว์กล่าว โดยสวนสัตว์เปิดทำการอีกครั้งในวันอาทิตย์ แต่ยังปิดในส่วนจัดแสดงกอริลลา

 


รายงานระบุว่า ในคอกจัดแสดงดังกล่าวมีกอริลลาตัวเมียอีก 2 ตัวอยู่ด้วยในจังหวะที่เด็กตกลงไป แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีเพียงฮาเรมเบเท่านั้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเด็กน้อย แม้ว่ามันจะไม่ได้ทำร้ายเด็ก แต่มันเป็นสัตว์ที่แข็งแรงมาก และสุ่มเสี่ยง การใช้ลูกดอกยาสลบจะไม่ทำให้มันหยุดได้ในทันที และอาจทำให้เด็กชายเป็นอันตราย

 

 

เหตุการณ์นี้ลงเอยอย่างโศกนาฏกรรม ต่างจากเหตุการณ์คล้ายกันที่เกิดในสวนสัตว์บรูกฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ นอกเมืองชิคาโก เมื่อปี 2539 ตอนนั้นกอริลลาเพศเมีย ชื่อ บินตี จัว ตรงเข้าอุ้มเด็กชายอายุ 3 ขวบปีนกำแพงแล้วตกลงไป อย่างทะนุถนอมและไปวางไว้ตรงที่ได้ยินเสียงประตูเปิด เจ้าหน้าที่จึงอุ้มเด็กออกไปส่งโรงพยาบาล ใช้เวลาพักฟื้น 4 วันก็หายดี ทำให้บินตี จัวกลายเป็นฮีโร่ขวัญใจของผู้คน

ก่อนปี ค.ศ. 1847 ชาวตะวันตกไม่รู้จักกอริลลาเลย เพราะคิดว่าเป็นเพียงสัตว์ในนิทานที่นักเดินเรือแห่งคาร์เทจ ชื่อ ฮานโน เคยบันทึกไว้เมื่อ 2,500 ปีก่อนว่า ได้พบเกาะที่มีคนป่าซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง แต่มีขนเต็มตามตัว และล่ามที่เดินทางไปด้วยเรียก “กอริลเล” (Gorillaé; กรีก: Γόριλλαι) จึงได้จับมา 3 ตัว

เมื่อถึงปี ค.ศ. 1625 นักเดินเรือชาวอังกฤษชื่อ แอนดริว บาเทลล์ ที่ไปสำรวจป่าในแองโกลา ได้รายงานการเห็นอสูรกายขนาดใหญ่ที่มีขนเต็มทั่วตัว ยกเว้นที่ใบหน้า กับมือ และสัตว์เหล่านี้ชอบนอนบนต้นไม้ โดยกินผลไม้เป็นอาหารหลัก

เมื่อถึงปี ค.ศ. 1847 สาธุคุณ โทมัส ซาเวจ ซึ่งเป็นมิชชันนารีประจำที่ไลบีเรีย ในแอฟริกาตะวันตก ขณะเดินทางถึงกาบอง ได้ล้มป่วย จึงต้องเข้าพักที่บ้านสาธุคุณ เจ.ดับเบิลยู. วิลสัน เพื่อรักษาตัว และได้ส่งรายงานไปลงในนิตยสาร Boston Journal of Natural History ว่า เพื่อนคนหนึ่งได้นำกะโหลกของสัตว์คล้ายลิงมาให้ดู และบอกว่ามันเป็นสัตว์ดุร้าย แต่เมื่อซาเวจเพ่งดูกะโหลกอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาลงความเห็นว่ามันมิใช่เอป แต่เป็นไพรเมตขนาดใหญ่ และแข็งแรงยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป

เนื่องด้วยสาธุคุณซาเวจเคยเรียนแพทย์ที่โรงเรียนทางการแพทย์เยล เมื่อสำเร็จเป็นแพทย์ในปี ค.ศ. 1833 ได้ตั้งใจจะอุทิศตัวเป็นมิชชันนารีในแอฟริกาตะวันตก เพราะผู้คนที่นั่นมีความต้องการแพทย์มาก ซาเวจเองเป็นนักสะสมกระดูกของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ครั้นเมื่อได้เห็นกะโหลกที่วิลสันนำมาให้ จึงส่งรายงานการพบสัตว์ชนิดใหม่ไปให้เพื่อนชื่อ เจฟฟรีย์ ไวแมน ที่สหรัฐอเมริกา กับริชาร์ด โอเวน แห่งราชบัณฑิตศัลยแพทย์ ที่ลอนดอนรู้ว่า ชาวพื้นเมืองได้พบสัตว์ชนิดใหม่ที่ชอบอาศัยอยู่ตามภูเขา นอนบนคบไม้ และไม่ชอบปรากฏตัวให้เห็นบ่อย อีกทั้งมีนิสัยดุร้าย กะโหลกที่ได้มานี้ เป็นฝีมือของนายพรานที่ฆ่ามัน

แต่การจะบอกชนิดของสัตว์ ซาเวจต้องดูกะโหลกของสัตว์ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อความสมบูรณ์ในการจะเขียนรายงานวิจัยที่จะส่งไปลงตีพิมพ์ในวารสาร จึงติดต่อกับหัวหน้าชาวพื้นเมืองให้จัดหาสิ่งที่ต้องการมาให้ ในที่สุดก็ได้กะโหลกตัวผู้ 2 กะโหลก และกะโหลกตัวเมีย 2 กะโหลก รวมถึงกระดูกเชิงกราน, กระดูกซี่โครง, กระดูกสันหลัง และกระดูกแขน

แตกต่างระหว่างเพศของกะโหลกศีรษะ (ตัวผู้-ซ้าย, ตัวเมีย-ขวา)

การศึกษาเปรียบเทียบกระดูกอย่างละเอียดทำให้ไวแมน และซาเวจซึ่งมีประสบการณ์วิจัยชิมแปนซีมาก่อนรู้ว่า สัตว์ชนิดใหม่ชื่อ กอริลลา นี้มิใช่ชิมแปนซีขนาดใหญ่ รายงานการพบกอริลลาได้ปรากฏในวารสาร Boston Journal of Natural History ฉบับเดือนธันวาคม ค.ศ. 1847 โดย ไวแมนได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gorilla troglodytes ในรายงานฉบับนั้น ซาเวจได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปนิสัย และที่อยู่อาศัยของกอริลลาด้วย ส่วนไวแมนได้วิเคราะห์ให้เห็นความแตกต่างระหว่างกอริลลากับเอปชนิดอื่น ๆ

ในเบื้องต้น การค้นพบกอริลลาของไวแมนและซาเวจเป็นเรื่องน่าสนใจเฉพาะในวงการชีววิทยาเท่านั้น แต่อีก 10 ปีต่อมา ซากศพแห้งของตัวกอริลลาเริ่มปรากฏในยุโรป และสังคมเริ่มต้องการจะรู้เกี่ยวกับชีวิตของกอริลลานี้มากขึ้น ยิ่งเมื่อชาร์ลส์ ดาร์วิน ตีพิมพ์หนังสือชื่อ On the Origin of Species ในปี ค.ศ. 1859 คนทั่วไปก็เริ่มกระหายจะเห็นกอริลลาตัวเป็น ๆ มากขึ้น

แต่ก็ประสบปัญหาอีก เพราะกอริลลาไม่สามารถดำรงชีพในสวนสัตว์ได้ และมักล้มตายด้วยโรคหัวใจ สวนสัตว์แห่งลอนดอนจึงออกประกาศไม่ซื้อกอริลลาเป็น ๆ อีกเลย จนกระทั่งปี ค.ศ. 1932